เฝ้าระวัง “สังคมก้มหน้า” ไม่ให้คุกคามสุขภาพกายและใจ
Health
537
คนดูทั้งหมด

     ภัยสุขภาพทางเทคโนโลยีในยุคนี้ ที่เผลอเมื่อไหร่เป็นต้องแพ้ ส่วนใหญ่จะมีต้นเหตุมาจากรูปแบบสังคมเกิดใหม่ที่เรียกว่าสังคมก้มหน้า” (Social Ignorance) ซึ่งถ้าก้าวเข้ามาในสังคมนี้แบบไม่ระมัดระวังตนเมื่อไหร่ เป็นต้องถูกคุกคามทางสุขภาพทั้งกายและใจ

    แม้ว่าเราจะอยู่กับสังคมก้มหน้ามาระยะใหญ่ๆ แล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า ถึงตอนนี้ก็ยังคงมีผู้คนที่ยังคงประหม่าว่าเราสามารถควบคุมมันได้ แต่แล้วก็โดนเทคโนโลยีใส่หมัดน็อกจนเจ็บไข้ได้ป่วยในจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภัยที่ว่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่การเจ็บป่วย ทางกาย หากแต่ยังส่งผลทางด้านสุขภาพจิตด้วย

 

ด้านสุขภาพกาย

การใช้งานสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ เมื่อใช้ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ที่พบได้บ่อย คืออาการปวดศีรษะ ซึ่งพบในทุกเพศทุกวัย โดยการก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอเป็นเวลานานจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอเกิดอาการเมื่อยล้า หรือเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อขึ้นมาเป็นก้อน อาการปวดที่กล้ามเนื้อคอนี้อาจส่งความปวดไปยังส่วนอื่นที่ใกล้เคียง เช่น ท้ายทอย บริเวณขมับรอบกระบอกตา หรือหน้าผากได้ อาการปวดในลักษณะนี้เป็นกลุ่มอาการปวดจากกล้ามเนื้อเกร็งหรือ Myofascial Pain Syndrome (MPS)

ไม่เพียงแค่นั้น การก้มหน้าเป็นระยะเวลานานยังส่งผลต่อกระดูกต้นคอ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักเป็นพิเศษจากการรับน้ำหนักมากกว่าปกติถึง 6 เท่า จึงเกิดภาวะกระดูกคอเสื่อมก่อนวัยหรืออาจถึง
ขั้นหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทได้ ถ้าโชคร้าย ไปกดทับเส้นประสาทสมองระดับที่ 1-4 ก็อาจเกิดอาการปวดศีรษะที่บริเวณท้ายทอย ด้านข้างศีรษะ ขมับ กระบอกตา หน้าผาก รวมถึงกลางกระหม่อมได้ ทางการแพทย์จะเรียกว่าโรคนี้ว่าโรคปวดศีรษะจากความผิดปกติของคอหรือ Cervicogenic Headache

นอกจากนี้ขณะที่ใช้สมาร์ทดีไวซ์ทั้งหลาย แสงที่สะท้อนออกมาจากหน้าจอยังไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันขึ้นได้อีกด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว และอาจเพิ่มดีกรีกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบรุนแรงเฉียบพลัน หรืออาจส่งผลรุนแรงจนถึงขั้นต้องผ่าตัด ก็มีตัวอย่างให้เห็น

 

ด้านสุขภาพใจ

จิตแพทย์ยืนยันข้อมูลว่า สังคมที่เกิดผ่านหน้าจอ บางครั้งอาจเป็นผลลบต่อสุขภาพใจ เช่น ทำให้รู้สึกเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่สามารถควบคุมสภาพจิตใจตนเองได้ หงุดหงิดกังวลใจกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายเสร็จไม่ทัน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง เบื่อหน่ายท้อแท้กับการดำเนินชีวิต รวมไปถึงพฤติกรรม ขี้อิจฉา ซึมเศร้า

แทบไม่น่าเชื่อว่าการถ่ายรูปเซลฟี่ธรรมดาๆ จะซ่อนพิษภัยต่อจิตใจหากใช้อย่างไม่มีภูมิคุ้มกันดีพอ ถึงขั้นที่สาธารณสุขประเทศอังกฤษได้ออกมาประกาศว่า อาการเสพติดโซเชียลมีเดียถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง ในแต่ละปีมีชาวอังกฤษเข้ารับการบำบัดมากกว่า 100 ราย เพราะการเซลฟี่แล้วโพสต์บนโลกออนไลน์ พร้อมกับตั้งความหวังให้คนมากดไลก์ หรือคอมเมนต์ เป็นสัญญาณหนึ่งที่บอกถึงการขาดความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งจะส่งผลให้สูญเสียความมั่นใจได้ในระยะยาว

นักจิตวิทยาสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่า เซลฟี่สามารถกัดกร่อนความมั่นใจ ความภาคภูมิใจในตัวเองได้ หากเกิดจากการกระทำที่มากไปและคาดหวังจดจ่อว่า
จะมีใครเข้าดู เข้ามาแสดงความคิดเห็น 

ในกรณีของโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลาย ยังเป็นตัวการก่อให้เกิดพฤติกรรมย้ำคิดย้ำทำ ให้เราต้องคอยชำเลืองมองหรือคอยเงี่ยหูฟังเสียงแจ้งเตือนของสมาร์ทโฟนที่วางอยู่ข้างๆ เพื่อดูว่ามีใครติดต่อ หรืออัปเดตอะไรบ้าง หากเป็นเช่นนี้บ่อยๆ เข้า เตรียมนับถอยหลังรอรับโรคโนโมโฟเบียได้เลย

ทั้งงานวิจัยที่ชื่อ The World Unplugged Project ยังตอกย้ำพฤติกรรมที่ว่าคนในยุคนี้ไม่อาจแยกจากสมาร์ทดีไวซ์ได้เสียแล้ว หากต้องทนอยู่ห่างจากเครื่องมือสื่อสารแค่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม ก็ทำให้รู้สึกทรมาน สับสน กระวนกระวาย โกรธ โดดเดี่ยวไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย ตกใจ หงุดหงิด ไม่ต่างกับติดยาเสพติดเลยทีเดียว

รู้แบบนี้แล้ว ต้องวางตัวอย่างรู้เท่าทันเทคโนโลยี อย่าปล่อยให้มันกลืนกินสุขภาพของเราจนอยู่ไม่เป็นสุข

 

+ PHUBBING PHENOMENON 

คำศัพท์แปลกๆ นี้เกิดขึ้นจากคำว่า Snubbing + Phone หมายความถึงพฤติกรรมที่ใส่ใจกับสมาร์ทโฟน เกิดมาเพราะสังคมก้มหน้านี่ล่ะ ซึ่งผู้ที่บัญญัติศัพท์นี้คือ Alex Haigh นักรณรงค์ชาวออสเตรเลีย ผู้ก่อตั้งและผู้รณรงค์แคมเปญ Stop Phubbing (www.stopphubbing.com) 

 

+ NOMOPHOBIA

เป็นคำที่ถอดมาจาก “No-Mobile-Phone Phobia” ปรากฏครั้งแรกช่วงปี 2008 โดยองค์การวิจัยของสหราชอาณาจักร YouGov บัญญัติขึ้นเพื่อใช้เรียกอาการที่เกิดจากความหวาดกลัวจากการขาดโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อสื่อสาร (ขณะนั้นยังไม่มีปัญหาการติดแชต) ซึ่งจัดเป็นโรคจิตเวชประเภทหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มวิตกกังวล

Lifestyle
เกี่ยวประสบการณ์แนว MRT
ท่องไปในดินแดนแห่งการเรียนรู้
เอาใจคนทำงานและคนเมืองยุคใหม่ กับสถานที่ทำงานสุดชิก
ทริปย้อนวันวาน ย่านพุทธมณฑล ความสนุกของการย้อนวันวาน อยู่ที่ตรงไหน?